ไม่ใช่ชา กาแฟ น้ำอัดลม วิจัยเผย "เครื่องดื่ม 1 ชนิด" เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งมากที่สุด!

ชอบดื่มชา-กาแฟร้อนจัดต้องระวัง งานวิจัยชี้อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
ชาและกาแฟร้อนเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของหลายคน บ้างใช้ปลุกความสดชื่นในตอนเช้า บ้างดื่มเพื่อผ่อนคลายระหว่างวัน แต่สิ่งที่อาจต้องใส่ใจไม่แพ้ปริมาณน้ำตาลหรือคาเฟอีน คือ อุณหภูมิขณะดื่ม
ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ IARC ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัดกว่า 65 องศาเซลเซียส ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 2A หรือ “น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์” โดยหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งหลอดอาหาร
อย่างไรก็ตาม คำเตือนนี้ไม่ได้หมายความว่าชาหรือกาแฟเป็นตัวก่อมะเร็งโดยตรง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การดื่มขณะเครื่องดื่มยังร้อนจัด โดยเฉพาะเมื่อทำเป็นประจำต่อเนื่องเป็นเวลานาน

IARC จัดเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่ในกลุ่ม 2A หมายความว่าอย่างไร?
IARC กำหนดให้คำว่า “เครื่องดื่มร้อนจัด” หมายถึงเครื่องดื่มที่บริโภคในอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ มาเต หรือเครื่องดื่มชนิดอื่น
การอยู่ในกลุ่ม 2A หมายถึง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนความเชื่อมโยงในระดับที่น่าเชื่อถือว่าอาจก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ไม่ได้บอกว่าอันตรายมากน้อยเพียงใด หรือดื่มจำนวนเท่าไรจึงจะทำให้เกิดโรค
ดังนั้น การจัดกลุ่มนี้ไม่ควรถูกตีความว่า ผู้ที่ดื่มชาหรือกาแฟร้อนทุกคนจะเป็นมะเร็ง และไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบระดับอันตรายกับปัจจัยอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้โดยตรง

ชาและกาแฟไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่อุณหภูมิขณะดื่มต่างหาก
IARC ไม่ได้จัดให้กาแฟเป็นสารก่อมะเร็งจากการประเมินครั้งดังกล่าว ส่วนเครื่องดื่มมาเตที่ดื่มในอุณหภูมิไม่ร้อนจัดก็ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งเช่นกัน หลักฐานที่ทำให้เกิดคำเตือนมุ่งไปที่ความร้อนของเครื่องดื่มมากกว่าวัตถุดิบที่นำมาชง
นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะดื่มกาแฟดำ ชานม ชาสมุนไพร หรือน้ำร้อน หากดื่มในอุณหภูมิสูงเกินไปเป็นประจำ ก็อาจทำให้หลอดอาหารสัมผัสความร้อนซ้ำ ๆ ได้
งานวิจัยเกือบครึ่งล้านคนพบอะไร?
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Cancer เมื่อปี 2025 วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่ในโครงการ UK Biobank จำนวน 454,796 คน โดยพิจารณาทั้งจำนวนชาและกาแฟที่ดื่มต่อวัน รวมถึงระดับอุณหภูมิที่ผู้เข้าร่วมชอบดื่ม
ผู้เข้าร่วมรายงานความชอบของตนเองว่า ดื่มเครื่องดื่มแบบอุ่น ร้อน หรือร้อนจัด โดยงานวิจัยไม่ได้วัดอุณหภูมิจริงของเครื่องดื่มแต่ละแก้ว ตลอดระยะเวลาติดตามเฉลี่ย 11.6 ปี พบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส 242 ราย และมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม 710 ราย
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแบบร้อนหรือร้อนจัด มีแนวโน้มพบมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสสูงขึ้น และความสัมพันธ์เด่นชัดขึ้นเมื่อจำนวนแก้วต่อวันเพิ่มขึ้น
ดื่มร้อนจัดมากกว่า 8 แก้ว เสี่ยงสูงขึ้นประมาณ 5.6 เท่า
เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มชาและกาแฟ หรือชอบดื่มในระดับอุ่น ผู้ที่รายงานว่าชอบดื่มแบบร้อนจัดไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน มีอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสสูงกว่าประมาณ 2.5 เท่า
ในกลุ่มที่ดื่มแบบร้อนจัดมากกว่า 8 แก้วต่อวัน พบอัตราการเกิดโรคสูงกว่าประมาณ 5.6 เท่า ส่วนกลุ่มที่ชอบดื่มแบบร้อนแต่ไม่ถึงระดับร้อนจัด ก็พบแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่มเช่นกัน
ตัวเลขดังกล่าวเป็น ความเสี่ยงสัมพัทธ์ เมื่อเทียบกับกลุ่มอ้างอิง ไม่ได้หมายความว่าผู้ดื่มร้อนจัดจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง 5.6 เท่าในทุกคน อีกทั้งงานวิจัยไม่พบรูปแบบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม
งานวิจัยยังไม่ยืนยันว่าเครื่องดื่มร้อนเป็นสาเหตุโดยตรง
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบติดตามเชิงสังเกต จึงบอกได้เพียงว่าการดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดสัมพันธ์กับการพบมะเร็งหลอดอาหารบางชนิดมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยืนยันความเป็นเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด
ข้อมูลเรื่องอุณหภูมิและจำนวนเครื่องดื่มมาจากการรายงานของผู้เข้าร่วม และวัดเพียงช่วงเริ่มต้นการศึกษา พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอาจเปลี่ยนไปในช่วงติดตาม รวมถึงอาจมีปัจจัยอื่นที่วัดได้ไม่ครบถ้วน
แม้นักวิจัยจะปรับข้อมูลโดยคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ อาหาร และสุขภาพโดยรวม แต่ยังไม่สามารถตัดปัจจัยรบกวนทั้งหมดออกได้
ทำไมความร้อนจึงอาจกระทบหลอดอาหาร?
หลอดอาหารมีเยื่อเมือกบุอยู่ภายในเพื่อปกป้องเนื้อเยื่อ เมื่อดื่มของเหลวที่ร้อนจัด ความร้อนอาจทำให้เซลล์บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บหรือเกิดการระคายเคืองได้
สมมติฐานหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์คือ หากหลอดอาหารได้รับความร้อนซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ร่างกายจะต้องซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายอย่างต่อเนื่อง กระบวนการอักเสบและการแบ่งตัวของเซลล์ที่เกิดซ้ำอาจเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในเนื้อเยื่อ
อย่างไรก็ตาม กลไกที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการศึกษา และมะเร็งหลอดอาหารมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม
ต้องเลิกดื่มชาและกาแฟหรือไม่?
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องหยุดดื่มชาและกาแฟ เพราะตัวเครื่องดื่มไม่ใช่หัวใจของคำเตือน วิธีลดความเสี่ยงที่ทำได้ง่ายกว่าคือ หลีกเลี่ยงการดื่มทันทีหลังชงเสร็จ และรอให้อุณหภูมิลดลงก่อน
หากเครื่องดื่มยังร้อนจนแสบปาก ต้องเป่าซ้ำหลายครั้ง หรือไม่สามารถจิบได้อย่างสบาย ควรรอต่ออีกระยะ ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มให้หมดขณะที่ยังร้อนจัด เพราะระยะเวลาที่ใช้ในการเย็นลงจะแตกต่างกันตามภาชนะ ปริมาณ และอุณหภูมิเริ่มต้น
ผู้ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำสามารถใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหาร โดยหลีกเลี่ยงการดื่มเมื่ออุณหภูมิยังสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส การเติมนมหรือน้ำอุณหภูมิปกติสามารถช่วยลดความร้อนได้ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่เพิ่มขึ้นด้วย
สรุป ดื่มชา-กาแฟอย่างไรให้สบายใจกว่าเดิม
สิ่งที่ควรระวังไม่ใช่การดื่มชาและกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่คือ การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเกิน 65 องศาเซลเซียสเป็นประจำ ซึ่ง IARC จัดอยู่ในกลุ่มที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ และหลักฐานล่าสุดพบความสัมพันธ์กับมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส
การปล่อยให้เครื่องดื่มเย็นลงก่อนจิบเป็นการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเลิกเมนูโปรด ขณะเดียวกัน การไม่สูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดูแลสุขภาพโดยรวม ก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี